บทกวี

บทกวี ดอกไม้แทบพระบาท ของอัคนี หฤทัย

ดอกไม้แทบพระบาท

1   แต่ละวรรค แต่ละวรรค ค่อยวาดไหว
เป็นดอกไม้ เป็นบทเพลง แห่งพรศรี
แต่ละบทรจนาภาษากวี
ล้วนภาพพระจักรี  อยู่กลางใจ

ไม่ต้องรอให้ใครมาบอกกล่าว
เพียงรู้ข่าวที่ทรงประชวรไข้
แม้มิได้มากราบเพราะอยู่ไกล
ใจก็แล่นไปใกล้พระอาการ

หลับตาอยู่หน้าภาพ ค่อยพึมพำ
พุทธคุณแต่ละคำค่อยสวดขาน
เอามโน และศิระกราน
แผ่วช้า เนิ่นนาน ภาวนา

ภาษาใจจักร่ำอาศิรวาท
กราบเบื้องยุคลบาท พระเจ้าข้า
บันทึกไว้ ใน “เหนือกาลเวลา”
จากหัวใจ  “ณ ปลายฟ้า” และ  “อัคนี”

อัคนี  หฤทัย
 

2…… ดอกไม้เหลืองเรียงรายใกล้พระบาท
คือดวงใจประชาราษฎร์ทุกถิ่นที่
ทั้งใกล้ไกล   ถวายด้วยรักและภักดี
อยู่ใต้ร่มพระบารมีตลอดมา

จะเป็นสุข  เมื่อเห็นทรงเป็นสุข
เมื่อทรงทุกข์  ก็พลอยทุกข์กันถ้วนหน้า
เมื่อโรคภัยทรงมี  มาบีฑา
ก็เหมือนว่าไข้จับทั่วทุกตัวคน

เหมือนเมฆมืดผ่านมาบนฟ้ากว้าง
พยับฝนปิดทางกลางฟ้าหม่น
แถลงการณ์แต่ละครั้งใจกังวล
เฝ้ารอคอยเมฆลอยพ้นหนทางจร

ขอไหว้วอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกทิศา
พระสยามและเทวาสโมสร
โปรดดับทุกข์ในหัวอกพสกนิกร
ที่รุมร้อนให้กลับเย็นเช่นก่อนกาล

ถวายกุศลผลบุญเท่าที่มี
ถวายเป็นราชพลีสมัครสมาน
ถวายใจผ่านบรรดาสุมามาลย์
ถวายบทสาธุการมาบูชา

“ณ   ปลายฟ้า”

คอลัมน์ “เหนือกาลเวลา “ใน สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ปีที่ 57 ฉบับที่ 2  ศุกร์ที่  2-พฤหัสบดี 8 ตุลาคม 2552

บันทึก เดือนดอกไม้บาน
“ดอกไม้..ดอกไม้จะบาน บริสุทธิ์กล้าหาญ จะบานในใจ…
สีขาวหนุ่มสาว จะใฝ่ แน่วแน่แก้ไข จุดไฟศรัทธา..”

เมื่อเวลาที่เห็นดอกไม้บาน ฉันจะรู้สึกดีเสมอ
จากแรกเห็น-เกิดเสี้ยววินาทีที่รู้สึกดี-ก่อนจะก่อเกิดวินาทีแห่งความชื่นมื่นสดใสตามมานั้น
ฉันมักจะมีมิวสิคท่อนแรกของเพลง “ดอกไม้จะบาน” ดังขึ้นมาในโสตประสาทตามมาประกอบเสมอ

“ดอกไม้..ดอกไม้จะบาน บริสุทธิ์กล้าหาญ จะบานในใจ…
สีขาวหนุ่มสาว จะใฝ่ แน่วแน่แก้ไข จุดไฟศรัทธา..”

ช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมของแต่ละปี
ถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่ง “ดอกไม้บาน” และฉันมักจะเรียกว่า เดือนดอกไม้บาน
เพราะจะมีดอกไม้หลากหลายชนิด พร้อมใจแย้มกลีบสวย อวดดอกชูช่อกันเต็มไปหมด
โดยเฉพาะต้นไม้ที่บ้าน ดูอย่างดอกกุหลาบหนูสิในภาพข้างบนสิ ออกดอกบาน
ร่วงแล้ว ร่วงอีกหลายรอบ มันเยอะจนฉันต้องแบ่งตัดดอกเอามาใส่แจกันน้อยมาวางไว้ในบ้านซะ
ล่าสุด เพิ่งซื้อต้น “กุหลาบวาเลนไทน์” มาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว (คนขายเค้าบอกชื่อมาอย่างนี้)
ยังไม่ทันได้ลงกระถาง ก็พากันออกดอกแข่งกับกุหลาบหนูซะงั้น จนตอนนี้พากันร่วงโรย
และทำท่าจะออกดอกเจเนอเรชั่นที่สองมาอีกรอบแล้ว


กุหลาบหนูสีชมพูเจ้าถิ่น ปะทะกับกุหลาบวาเลนไทน์

เดือนกุมภาพันธ์ และมีนาคม เป็นเดือนแห่งดอกไม้บานจริงๆ นะ
หากไม่เชื่อ ลองหันไปรอบๆ ตัวดูสิจ๊ะ ไม่ต้องไปดูที่ไหนไกลหรอกค่ะ
เอาระหว่างทางที่เราเดินผ่าน หรือทางที่ไปทำงานก็ได้
ฉันเชื่อว่าอย่างน้อยต้องมีสักต้นแหละน่า
ดอกไม้บาน(ยืนทำตาละห้อย) รอคอยให้คุณชายตามองอยู่นะ มองหน่อย..สักนิดก็ยังดี อิอิอิ

ที่เชียงใหม่ แม้จะมีหมอกควันบดบังทิวทัศน์ แต่ว่า หากเพ่งตามอง
จะเห็นมีไม้ยืนต้นชนิดหนึ่งออกดอกสีเหลืองสดอยู่เต็มต้น (จนป่านนี้ไม่รู้สักทีว่า เจ้าต้นนี้มันชื่ออะไร)
ก็ไม่รู้ว่าที่อื่นจะมีให้เห็นกันเยอะไหม แต่ที่นี่ หากขับรถไปตามถนนหนทาง และสังเกตให้ดี
คุณอาจจะต้องอุทานเหมือนฉัน
“ต้นอะไรฟะ มีแต่ดอก ไม่มีใบ หะเอิ๊กหะเอิ๊ก!!”
ลองสังเกตดูนะคะ : )


ต้นโมกแคระ กับกล้วยไม้(ที่ออเดอร์มาจากลำปาง)


กล้วยไม้อีกพันธุ์หนึ่ง กำลังออกดอก (เท่าที่สังเกตกล้วยไม้ใช้เวลาบานนานมากกกกกกกก)

วกกลับมาเรื่องดอกไม้ที่บ้านต่อดีกว่า
นอกจาก กุหลาบหนู, กุหลาบวาเลนไทน์ ที่ออกดอกแล้ว
ยังมีชวนชม, ดอกแก้ว, ดอกลิป(สติก), ดอกราตรี และกล้วยไม้ ที่กำลังส่งตัวเองเข้าประกวด
โดยเฉพาะ ดอกราตรี นั้นน่ารักมาก.. วันไหนกลับมาถึงบ้านตอนค่ำๆ จะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
เพราะมีลมเย็นโชยชื่น หอบเอากลิ่นหอมแรงของดอกราตรีมาทักทายเสมอๆ


โฉมหน้าดอกราตรี ที่ไร้กลิ่นในตอนกลางวัน


ดอกราตรี เป็นดอกไม้หอม และจะบานตอนกลางคืนเสมอ (น่ารักมั้ย)

“ดอกไม้..ดอกไม้จะบาน บริสุทธิ์กล้าหาญ จะบานในใจ…
สีขาวหนุ่มสาว จะใฝ่ แน่วแน่แก้ไข จุดไฟศรัทธา
ดอกไม้ บานให้คุณค่า จงบานช้าๆ แต่ว่ายั่งยืน….”


น้องชวนชม ตอนซื้อมานั้น ลำต้นเล็กเท่าปลายนิ้วก้อยแน่ะ


น้องลิป ต้นโปรดจ๊ะ เก๋มาก ตอนกำลังจะออกดอก มันจะมีลักษณะเหมือนภาพด้านซ้ายมือนี่แหละ
เห็นแบบนั้นอย่านึกว่าดอกมันร่วงไปไหนนะคะ นั่นคือ มันกำลังจะออกดอก
จากนั้นก็จะมี แท่งลิป ค่อยๆ แทงขึ้นมา จนกระทั่งโผล่พ้นฐาน พอเต็มที่แล้ว มันค่อยๆ เผยกลีบบานเหมือนภาพขวามือเจ้า


ภาพนี้ ตอนมันยังไม่บานจ้า (แต่ไม่รู้ว่าใครทำมันร่วง อย่าให้จับได้เชียวน้า Y-Y)

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

ที่มาของ “ดอกไม้จะบาน”

จำได้ว่าฟังเพลงนี้ครั้งแรก ตอนเรียนอยู่ชั้นปีหนึ่ง ตอนไปถือศีลที่ ธุดงคสถานล้านนา เชียงใหม่
ชอบตั้งแต่เมโลดี้แรกของดนตรีลอยมากระทบกับโสตประสาทการได้ยินเลยหละ (เว่อร์ซะ)
ชอบความหมายของเพลง ฟังแล้วรู้สึกหึกเหิม เหมือนเราเป็นคนหนุ่มสาวที่มีไฟ มีฝัน
ให้เราทำดี เราเป็นส่วนหนึ่งในอนาคตของชาติ
และในขณะเดียวกัน ฟังแล้วรู้สึกดี สบาย จิตใจสงบ
(ตอนนั้นถือศีลแปด นุ่งขาว ห่มขาวด้วยนี่หว่า)

จากนั้นก็จำเนื้อเพลงแบบกระท่อนกระแท่นติดหูเป็นต้นมา
ทว่าไม่เคยรู้เลยว่าเพลงนี้น่ะ คนแต่งคือ จิระนันท์ พิตรปรีชา
(คนเก่งคนหนึ่งที่ตัวเองชื่นชอบอยู่)
และก็เพิ่งได้รู้ว่า.. ผู้แต่ง เขียนเป็นบทกวี ขึ้นมา
ก่อนที่จะกลายมาเป็นบทเพลงแพร่หลายในปัจจุบัน
ตอนนั้นเป็นช่วงของการต่อสู้กับอำนาจเผด็จการทหาร ในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516
โอว…เพิ่งรู้ว่า ที่มาของเพลง มาจากเหตุการณ์นองเลือด
ช่วงนั้น ใครๆ ก็รู้ว่า เป็นช่วงที่กดดัน หนักหน่วง เศร้าสลด
เป็นช่วงเวลาของการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ช่วงหนึ่งของคนไทย
รู้อย่างนี้แล้วฉันยังจะใช้เมโลดี้นี้ แทนความรู้สึกดีๆ เมื่อยาม เจอดอกไม้บาน อยู่อีกหรือป่าว?!?


ดอกไม้จะบาน โดย จิระนันท์ พิตรปรีชา

ดอกไม้ ดอกไม้จะบาน
บริสุทธิ์กล้าหาญ จะบานในใจ
สีขาวหนุ่มสาวจะใฝ่
แน่วแน่แก้ไขจุดไฟศรัทธา

เรียนรู้ ต่อสู้มายา
ก้าวไปข้างหน้าเข้าหามวลชน
ชีวิตอุทิศยอมตน
ฝ่าความสับสนเพื่อผลประชา

ดอกไม้ บานให้คุณค่า
จงบานช้าๆ แต่ว่ายั่งยืน
ที่นี่ และที่อื่นๆ
ดอกไม้สดชื่น ยื่นให้มวลชน…

 
http://www.jomyutnoi.com/diary/v2006.php?id=19

ดอกไม้ในห้องสี่เหลี่ยม

๏ ห้องสี่เหลี่ยมคับแคบอึดอัด
เจ้าดอกไม้ถูกมัดอยู่กับที่
ความมืดยืดโยงโค้งราวี
ความช้ำย่ำยีทุกทีช้ำ

ตึกสูงระฟ้า
ดอกไม้เจ้ามาแต่ดินต่ำ
ฝันใดเพ้อเจ้อที่เลอล้ำ
นำเจ้ามาสู่มาอยู่นอน

รวีแสงแรงรักเคยพักพิง
น้ำใสใจจริงแต่กาลก่อน
หลีกเร้นเผ่นโผนกระโจนจร
ด้วยฤทธิ์แรงร้อนอันใดดล

กลีบงามเคยกรีดกราย
แห้งเหี่ยวคล้ายคล้ายใกล้จะหล่น
กิ่งใบดำด้านน้ำตาลปน
ลำต้นไม่ใช่ต้นของตนเดิม

อยากจะกลับแผ่นดินเก่า
กลับไปบรรเทาไปริเริ่ม
ไปสร้างไปก่อไปต่อเติม
ไปเพิ่มพลังคืนชีวิต ฯ

๏ ค่อยค่อยชูช่อเกสร
อันหัวใจอ่อนอ่อนเองลิขิต
จุ่มอากาศวาดปานนิรมิต
เป็นหน้าต่างโสภิตเพียงตา

แล้ววาดมือมาแก้มัด
ความหวังแจ่มชัดที่ดวงหน้า
กระโดดออกไปไม่ช้า
ลาห้องสี่เหลี่ยมเสียที ฯ

๏ ลอยละลิ่วร่วงลง
ด้วยทระนงล้นปรี่
ลมหวืดหวือวื่อกระพือวี
ปถพีเบื้องล่างล้วนลาดปูน

ดินชื้นน้ำชุ่มชรอุ่มเขียว
ยอดหญ้าเล็กเรียวสาบสูญ
จันทร์แรมแอร่มฟ้าแสนอาดูร
แสงนีออนเจริดจรูญจรัสเจือ

กระจัดกระจายจากกระแทก
กระถางแตกแต่ใช่ไร้ใครก่อเกื้อ
รอบกายปูนปกที่รกเรื้อ
ยังแผ่เผื่ออย่างเย็นเยียบและเงียบงัน

ยื่นให้ซึ่งรอยแตก
เพียงพอแทรกรากลงอยู่คงมั่น
เมื่อฝนมาฟ้าใหม่ร่ายรำพัน
เพลงสวรรค์จะต้อนรับการกลับคืน ๚ ๛

ทิวฟ้า ทัดตะวัน
๒๔ มกราคม ๒๕๕๐

ธันวาคม 2016
อา พฤ
« พ.ย.    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

เรื่องล่าสุด

หน้า

Blogroll

จำนวนการคลิกสุงสุด

 
%d bloggers like this: